นักลงทุนสัมพันธ์

จรรยาบรรณนักลงทุนสัมพันธ์

ข้อพึงปฏิบัติของนักลงทุนสัมพันธ์

  1. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
  2. เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
  3. เปิดโอกาสให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและสอบถามข้อมูลได้
  4. ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียเป็นที่ตั้ง
  5. รักษาความลับของบริษัทและไม่ใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตน
  6. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่และมีความเป็นมืออาชีพ
  7. หมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน
  8. ปฏิบัติตามแนวทางการไม่รับนัดในช่วงใกล้ประกาศงบการเงินและแนวปฏิบัติในการซื้อขายหุ้นที่บริษัทได้กำหนดไว้

คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

(1) ภาพรวมของการดำเนินธุรกิจ    

จากข้อมูลวิเคราะห์พบว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมรถเช่ามีอัตราการขยายตัวที่ *0.06% (พิจารณาจากจำนวนรถ

เช่าทั้งหมดทุกประเภทจาก 20 ลำดับแรกขององค์กรที่ให้บริการรถเช่า) ควบคู่ไปกับการแข่งขันทั้งด้านบริการ ราคาและมูลค่าเสริมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับผลการดำเนินการงานของธุรกิจในปี 2560 ที่มีอัตราการขยายตัวในอัตรา 0.001% โดยการเติบโตดังกล่าวเกิดจากความต้องการใช้รถเช่าขององค์กรขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จากกลุ่มธุรกิจที่สำคัญ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ครอบคลุมกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตลอดจนห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัยและโรงเรียนนานาชาติ เพื่อให้บริการรถโดยสารไม่ประจำทาง รถรับ-ส่งพนักงาน (Shuttle Bus) และรถโรงเรียน (School Bus) ซึ่งบริการรถเช่าถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการลดต้นทุนการจัดการ ลดความยุ่งยากในการบริหาร และสร้างประสิทธิภาพในการทำงานให้กับองค์กรลูกค้า

หนี้สินผลเสียหายจากคดีฟ้องร้องตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

  ในระหว่างปี 2553 บริษัทถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยร่วมจากกรมสรรพากรให้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มของปี 2544 และ 2545 พร้อมทั้งเงินเพิ่มจำนวนรวมทั้งสิ้น 251.7 ล้านบาทแทนกิจการร่วมค้าบริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์ และบริษัท ล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์นิวแนม อิงค์ (กิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลน)  ซึ่งบริษัทเคยเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมลงทุนในการก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานครและได้พ้นจากการเป็นผู้ร่วมค้าแล้วตั้งแต่ปี 2543 โดยเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยบริษัทไม่ต้องร่วมชดใช้ค่าภาษีนั้นแทนกิจการร่วมค้า อย่างไรก็ตาม ในระหว่างปี 2555 กรมสรรพากรได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อคัดค้าน  คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลภาษีอากรกลาง ส่งผลให้บริษัทต้องร่วมชำระหนี้ภาษีอากรให้แก่กรมสรรพากร เนื่องจากบริษัท พรีเมียร์ อินฟราสตรัคเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นของกิจการร่วมค้าซึ่งได้รับโอนสัดส่วนการร่วมลงทุนจากบริษัทในปี 2543 อยู่ในสถานะล้มละลาย บริษัทจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายชำระค่าภาษีอากรนี้ให้แก่กรมสรรพากรตามคำพิพากษา บริษัทได้จ่ายชำระค่าภาษีอากรนี้ให้แก่กรมสรรพากรแล้วเป็นจำนวน 10 ล้านบาท คงเหลือหนี้ภาษีอากรส่วนที่เหลือจำนวน 241.7    ล้านบาท

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ได้มีมติเห็นชอบเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทขายเงินลงทุนในบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ในราคาไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 4.49 บาท และในจำนวนหุ้นที่ขายแล้วทำให้บริษัทได้รับชำระราคาเป็นจำนวนเงินเท่ากับ 260 ล้านบาทหรือใกล้เคียงที่สุด ให้แก่บุคคลที่สนใจให้ราคาสูงสุด ซึ่งอาจเป็นหรือไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทก็ได้ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่มีต่อกรมสรรพากรตาม          คำพิพากษาศาลฎีกา ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทครั้งที่ 6/2560 ได้มีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมมติที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทครั้งที่ 4/2560  เพื่อปรับขั้นตอนการขายเงินลงทุนในบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์     ลิซซิ่ง จำกัด โดยมีสาระสำคัญดังนี้ “ให้ดำเนินการสรรหาบุคคลที่สนใจจะซื้อเงินลงทุนดังกล่าวโดยมีมติอนุมัติแต่งตั้ง     บริษัท พีเจเค แคปปิตอล จำกัด ให้ทำหน้าที่สรรหาบุคคลที่สนใจจะซื้อ และกำหนดจำนวนหุ้นที่เสนอซื้อแล้วทำให้บริษัทได้รับชำระราคาเป็นจำนวนเงินเท่ากับ 260 ล้านบาทหรือใกล้เคียงที่สุด โดยบุคคลที่สนใจจะซื้อหุ้นดังกล่าวจะต้องยื่นข้อเสนอซื้อเป็นซองเปิดผนึกถึงประธานกรรมการตรวจสอบ มายังที่ทำการของบริษัทภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2560 เวลา 12.00 น.     เมื่อครบกำหนดเวลาในวันสุดท้ายของการยื่นข้อเสนอ ให้นำข้อเสนอซื้อหุ้นของบุคคลที่ยื่นข้อเสนอมาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 เพื่อพิจารณาอนุมัติขายหุ้นต่อไป”

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 7/2560 มีมติเห็นชอบเสนอให้                                    ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท พิจารณาอนุมัติให้บริษัทขายหุ้นสามัญที่บริษัทถือครองอยู่ในบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท จำนวน 57,777,777 หุ้น ให้แก่บริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ที่ยื่นข้อเสนอซื้อตามกำหนดระยะเวลาและภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดแต่เพียงรายเดียว ในราคาขายหุ้นละ 4.50 บาท คิดเป็นราคาขายรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 259,999,996.50 บาท โดยบริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด จะต้องเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับบริษัทในรูปแบบและข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาตามที่บริษัทกำหนด พร้อมวางเงินเป็นประกันจำนวน 26,000,000 บาท แก่บริษัทภายในระยะเวลา 7 วัน นับถัดจากวันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติรับข้อเสนอซื้อหุ้น และมีมติให้เรียกประชุมวิสามัญ  ผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2561 ในวันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม 2561 เพื่อพิจารณาอนุมัติให้บริษัทขายหุ้นสามัญที่บริษัทถือครองอยู่ในบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด ให้แก่ บริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด ตามข้อเสนอดังกล่าวข้างต้น

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 8/2560 มีมติให้บริษัททำหนังสือแจ้งบริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด เพื่อขอเลื่อนการทำรายการซื้อขายหุ้นของบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด ออกไป เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระของบริษัท          ได้มีความเห็นในร่างรายงานของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระต่อผู้ถือหุ้นของบริษัท ว่าราคาในการเข้าทำรายการดังกล่าวเป็นราคาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากมูลค่าหุ้นสามัญของบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด ที่ได้จากการประเมินมูลค่าโดยที่ปรึกษาการเงินอิสระนั้นสูงกว่าราคาเสนอซื้อของบริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด และผู้ถือหุ้นของบริษัทควรออกเสียงลงมติไม่อนุมัติการเข้าทำรายการในครั้งนี้ เนื่องจากการขอเลื่อนการทำรายการดังกล่าว ทำให้บริษัทไม่สามารถทำรายการขายหุ้นของบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด ให้แก่บริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้น หากบริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด ประสงค์จะขอยกเลิกข้อเสนอในการซื้อหุ้น บริษัทก็ตกลงที่จะยกเลิกข้อเสนอนั้นโดยต่างจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆต่อกัน บริษัทได้มีหนังสือถึงบริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด       เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 บริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด ได้มีหนังสือตอบกลับถึงบริษัทว่าขอยกเลิกข้อเสนอในการซื้อขายหุ้นของบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด โดยจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ

คดีแพ่งอันเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการฟื้นฟูกิจการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี

ตามที่บริษัทได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ในกรณีที่บริษัทถูก         

บริษัท เนาวรัตน์ พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ พก. 6/2558 ในฐานะหุ้นส่วนของกิจการร่วมค้าบริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท เพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์ และบริษัท ล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์นิวแนม อิงค์ (กิจการร่วมค้าพีอี-เพทแลน)  ให้ร่วมรับผิดชอบในค่าผลงานที่กิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลนค้างชำระตามสัญญาจ้างเหมาช่วงงานก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2546  เป็นเงินต้นจำนวน 650.79        ล้านบาทและดอกเบี้ยจำนวน 653.01 ล้านบาท

กิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2539 เพื่อวัตถุประสงค์ในการรับเหมาก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียจากกรุงเทพมหานครโดยมีบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเหมาช่วงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย           ทั้งนี้บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ได้ขอสินเชื่อจากธนาคารแห่งหนึ่งเพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้าง โดยที่กิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลนได้โอนสิทธิในการรับเงินค่างานจากกรุงเทพมหานคร และบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน)   ได้โอนสิทธิในการรับเงินค่างานจากกิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลน เป็นหลักประกันในสินเชื่อดังกล่าว

ในปี 2543 ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทมีการปรับโครงสร้างธุรกิจโดยมีการโอนสัดส่วนการลงทุนใน บริษัทซึ่งมิใช่ธุรกิจหลักของบริษัทรวมถึงสัดส่วนการลงทุนในกิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลน ไปให้กับบุคคลอื่น

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้บริษัทชำระเงินแก่บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 478,774,424.90 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับจากวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 1,123 ล้านบาท

ปัจจุบัน บริษัทอยู่ในระหว่างการดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางดังกล่าว โดยมีกำหนดยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 15 มีนาคม 2561

ฝ่ายบริหารของบริษัทได้ทำการประเมินคำพิพากษา และโดยความเห็นของทนายความ จึงมีความเชื่อมั่นในประเด็นข้อต่อสู้และมีความเห็นว่าศาลฎีกาน่าจะมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลาง บริษัทจึงไม่ได้บันทึกประมาณการหนี้สินตามคำพิพากษาดังกล่าวในงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560

  (2) ผลการดำเนินงาน

บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสำหรับปี จำนวน 24.7 ล้านบาท ผลขาดทุนลดลงจากปีก่อนจำนวน 237.7      ล้านบาท เนื่องจากในปีก่อนมีผลเสียหายจากคดีความฟ้องร้อง จำนวน 251.7 ล้านบาท  แต่อย่างไรก็ตามรายได้ค่าเช่าและค่าบริการเพิ่มขึ้นจำนวน 50.5 ล้านบาท จากที่บริษัทย่อยมีรายได้จากการให้เช่ายานพาหนะเพิ่มขึ้นจำนวน 51.3 ล้านบาท      จากจำนวนยานพาหนะให้เช่าที่เพิ่มขึ้นในปีและมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4

รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 5.2 ล้านบาท มาจากกำไรจากการขายเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขาย 6.0 ล้านบาท และรายได้อื่นๆลดลง 0.8 ล้านบาท

ต้นทุนค่าเช่าและบริการเพิ่มขึ้น จำนวน 27.3 ล้านบาทผันแปรตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้บริษัทย่อยพิจารณา    ตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของรถบัสเพิ่มขึ้น จำนวน 24.6  ล้านบาท ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นจำนวน 5.3 ล้านบาทด้วยบริษัทย่อยจัดสัญญาเช่าทางการเงินเพิ่มขึ้นและมีค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น จำนวน 12.5 ล้านบาท เป็นผลมาจากค่าเผื่อด้อยค่าจากยานพาหนะให้เช่าลดลงจากการจำหน่ายยานพาหนะและจำนวนสัญญาเช่าทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

(3) ฐานะการเงิน

(ก) สินทรัพย์รวมมีจำนวนลดลง 88.4 ล้านบาท มาจากรายการที่เปลี่ยนแปลงสำคัญดังนี้

ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 24.5 ล้านบาทจากธุรกิจยานพาหนะให้เช่า เนื่องจากจำนวนยานพาหนะให้เช่าเพิ่มขึ้น ระยะเวลาเก็บหนี้อยู่ที่ 39 วันเพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งมีระยะเวลาอยู่ที่ 37 วัน

สินทรัพย์ภาษีเงินได้ของงวดปัจจุบัน เป็นภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายในระหว่างปี มียอดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 12.4 ล้านบาท จากการให้เช่ายานพาหนะเพิ่มขึ้นและตามคำสั่งกรมสรรพากรผู้เช่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่าเช่าที่จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป

ยานพาหนะให้เช่าและอุปกรณ์ลดลงจากปีก่อนจำนวน 95.3 ล้านบาท เนื่องจากในระหว่างปีงวดมีการซื้อยานพาหนะให้เช่าเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 432.2 ล้านบาท ซื้ออุปกรณ์อื่นๆ จำนวน 11.6 ล้านบาท และมีการจำหน่ายยานพาหนะให้เช่าที่ครบกำหนดสัญญาเช่าและอุปกรณ์อื่นรวมมูลค่าสุทธิทางบัญชี จำนวนทั้งสิ้น 254.4 ล้านบาท  นอกจากนี้ค่าเสื่อมราคาในปีจำนวน 320.7 ล้านบาท และรายการโอนกลับค่าเผื่อการด้อยค่าจากการจำหน่ายยานพาหนะให้เช่าสุทธิจำนวน 36.0       ล้านบาท

เงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขาย  ขายลดลงจากปีก่อนจำนวน 41.5 ล้านบาท เนื่องจากบริษัท ย่อยได้ขายเงินลงทุนดังกล่าวเพื่อนำเงินมาใช้ในการบริหารงานของกิจการ

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 10.5 ล้านบาท จากการจัดประเภทภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรอเรียกคืนของปีก่อนมาเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนจำนวน 18.2 ล้านบาท และการลดลงจากการได้รับคืนภาษีเงินได้หัก         ณ ที่จ่ายที่ชำระไว้เกินของบริษัทย่อยสองแห่ง จำนวน 6.8 ล้านบาท รวมถึงการตัดจำหน่ายในส่วนที่ไม่ได้รับคืนจำนวน        0.6 ล้านบาท

(ข) หนี้สินรวมมีจำนวนลดลง 65.8 ล้านบาท มาจากรายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้

หนี้สินตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาเช่าการเงิน ลดลงจากปีก่อนจำนวน 64.7 ล้านบาท โดยมีหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในระหว่างงวดน้อยกว่าจำนวนจ่ายชำระคืนหนี้สิน 

หนี้สินผลเสียหายจากคดีฟ้องร้อง ลดลงปีก่อนจำนวน 10 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทจ่ายชำระหนี้สินบางส่วนให้แก่กรมสรรพากรในไตรมาสสองของปีปัจจุบัน

หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 7.4 ล้านบาท เกิดจากการเพิ่มขึ้นของการทำสัญญาเช่าการเงินของธุรกิจยานพาหนะให้เช่าจำนวน 4.4 ล้านบาท  กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขายเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาท และจากการจำหน่ายยานพาหนะให้เช่าส่งผลให้ค่าเผื่อการด้อยค่าลดลงจำนวน 1.6 ล้านบาท

(4)  สภาพคล่องและแหล่งเงินทุน

เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานมาจากรายได้ของธุรกิจให้เช่ายานพาหนะ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นหลัก กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานในปี มีจำนวน 246.4 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจำนวน 16.9 ล้านบาทอันเนื่องมาจากการจ่ายชำระภาษีเงินได้ในงวดเพิ่มขึ้น

เงินสดจากกิจกรรมการลงทุน โดยหลักมาจากการจำหน่ายยานพาหนะให้เช่าที่ครบกำหนดสัญญาแล้ว ในงวด

กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมการลงทุนมีจำนวน 247.5 ล้านบาท และในงวดมีเงินรับจากการจำหน่ายยานพาหนะให้เช่าลดลงจากจำนวนรถยนต์ที่จำหน่ายลดลง 61.64 ล้านบาท

    สภาพคล่อง

 

2560

2559

2558

อัตราส่วนสภาพคล่อง

0.26

0.22

0.57

อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว

0.17

0.21

0.47

อัตราส่วนสภาพคล่องกระแสเงินสด

0.39

0.53

0.53


(5) ปัจจัยหรือเหตุการณ์ที่จะมีต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต

จากข้อมูลวิเคราะห์อุตสาหกรรมธุรกิจรถเช่าซึ่งมีการขยายตัวอย่างตัวเนื่องในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ถึง 40.77% (จากจำนวนรถเช่าทั้งหมดทุกประเภทจาก 20 ลำดับแรกขององค์กรที่ให้บริการรถเช่า * ตั้งแต่ปี 2556 จำนวนรถ 101,343 คัน และปี 2560 จำนวน 142,670 คัน) ข้อมูลดังกล่าวสามารถสะท้อนความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงมีทิศทางการขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องนโยบายภาครัฐที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานภาคการเกษตร อุตสาหกรรมขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ การผลักดันโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการขยายตัวของธุรกิจรถเช่าได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ** อีไอซีประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2561 มีแนวโน้มการขยายตัว 3.5% จากแรงผลักดันทั้งภาครัฐและเอกชนโดยมีปัจจัยมาจากการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว รวมทั้งการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าในครึ่งปีหลังจะเร่งตัวเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการขยายตัวตลาดผู้บริโภคยุคดิจิตัลที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน อินเดียและจีนซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันแล้วจะมีฐานผู้บริโภคกว่า 3,000 ล้านคนจึงมีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสและมูลค่าให้แก่ธุรกิจได้อย่างมหาศาล

จากการวิเคราะห์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ธุรกิจประเภทรถเช่าระยะยาวมีการขยายตัวเพื่อรองรับธุรกิจจากทุกภาคส่วน และเป็นการกระตุ้นให้มีการแข่งขันสูงขึ้นทั้งทางด้านราคาและบริการและอาจเกิดการเข้าหากลุ่มเป้าหมายธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงกลุ่มเดียวกัน เช่น ธุรกิจการเกษตรและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าในงานบริการให้กับลูกค้าทั้งธุรกิจรถเช่าและธุรกิจนายหน้าประกันภัย ตลอดจนการเสนอบริการรูปแบบใหม่ๆให้กับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการคุณภาพ การทำธุรกิจที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่ายทั้งลูกค้า คู่ค้า และบริษัทปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตในธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

*      ข้อมูลจากสมาคมรถเช่าและบริษัท อัลลายแอนซ์ ออโต้ ออคชั่น จำกัด

**    ข้อมูลจากอีไอซี Economic Intelligence Center


แบบแสดงรายการข้อมูลประจําปี

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2560 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2559 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2558 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2557 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2556 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2555 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2554 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2553 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2552 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2551 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2550 รายละเอียดเพิ่มเติม

รายงานประจําปี

รายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

กลุ่มผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นสูงสุด 10 รายแรก ที่มีชื่อปรากฏตามทะเบียนบัญชีผู้ถือหุ้น ณ 2561 มีดังต่อไปนี้

รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น % การถือหุ้น
บริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด 199,700,000.00 24.96
นายทวีฉัตร จุฬางกูร 196,000,000.00 24.50
บริษัท พรีเมียร์ โกลเบิล คอร์เปอเรชั่น จำกัด 42,439,226.00 5.30
บริษัท พรีเมียร์ แพลนเนอร์ จำกัด 41,410,616.00 5.17
COMMERZBANK AG, SINGAPORE BRANCH 22,974,780.00 2.87
บริษัท ลิควิเดชั่น 3 จำกัด 14,056,022.00 1.75
นางวิมลทิพย์ พงศธร 13,416,235.00 1.67
นายภูศิษฐ์ จิตติละอองวงศ์ 12,000,000.00 1.50
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 11,964,495.00 1.49
น.ส.สมจิตต์ ธาราอมรรัตน์ 8,650,000.00 1.08
รวมผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 562,611,374.00 70.29

หลักเกณฑ์การให้สิทธิผู้ถือหุ้นส่วนน้อย

บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญและสิทธิเท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้นทุกราย และเพื่อ เป็นการส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี ดังนั้นก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น บริษัทจึงเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอเรื่องที่ผู้ถือหุ้น เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่บริษัท เพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณา เลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด ดังนี้

1 . คุณสมบัติของผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเสนอ

ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการเสนอเรื่องเพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับ การพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1.1 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยไม่จำกัดจำนวนหุ้นและระยะเวลาที่ถือหุ้นของบริษัท เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทราย เดียวหรือหลายรายรวมกันก็ได้ และต้องถือหุ้นในวันที่เสนอเรื่องเพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมหรือ เสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการ
1.2 สามารถแสดงหลักฐานการถือหุ้น เช่น หนังสือรับรองการถือหุ้นจากบริษัทหลักทรัพย์ หรือหลักฐานอื่นจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

2. หลักเกณฑ์การเสนอเรื่องเพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุม
2.1 เงื่อนไขการพิจารณาเรื่องที่เสนอเพื่อบรรจุเป็นวาระการประชุม บริษัทขอสงวนสิทธิที่จะนำเสนอเรื่องที่บริษัทเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวม และเป็นไป ตามที่กฎหมาย และระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกำหนดบรรจุเป็นวาระการประชุม เว้นแต่เรื่องดังต่อไปนี้ บริษัทจะ ไม่บรรจุเป็นวาระการประชุม
(1) เรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจปกติของบริษัท และข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างโดยผู้ถือหุ้นมิได้แสดงถึงเหตุ อันสมควรเกี่ยวกับความไม่ปกติของเรื่องดังกล่าว
(2) เรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจที่บริษัทจะดำเนินการให้เกิดผลตามที่ประสงค์
(3) เรื่องที่เคยเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาแล้วในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และได้รับมติสนับสนุน ด้วยคะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท โดยที่ข้อ เท็จจริงในเรื่องนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
(4) เรื่องที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัท หรือ ขัดกับกฎหมาย ประกาศ กฎ และ ระเบียบต่างๆ ของหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่กำกับดูแลบริษัท
(5) เรื่องที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยเฉพาะ
(6) เรื่องที่บริษัทได้ดำเนินการแล้ว
(7) เรื่องที่ผู้ถือหุ้นเสนอโดยไม่มีข้อมูลรายละเอียดเพียงพอ หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดข้างต้น
(8) กรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการตลาดทุนหรือกฎหมายกำหนด

2.2 ขั้นตอนในการพิจารณา
(1) ผู้ถือหุ้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อ 1. ต้องกรอกข้อมูลใน “แบบเสนอวาระการประชุมสามัญ ผู้ถือหุ้นประจำปี” (แบบ ก) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ กรณีผู้ถือหุ้นหลายรายรวมกันเสนอ วาระการประชุม ผู้ถือหุ้นทุกรายต้องกรอกรายละเอียดของตนลงในแบบ ก พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ และรวมเป็นชุดเดียวกัน
(2) จัดเตรียมเอกสารหลักฐานที่จะต้องจัดส่งให้บริษัทพร้อมกับ แบบ ก ดังนี้ (ก) หลักฐานการถือหุ้น ได้แก่ หนังสือรับรองการถือหุ้นจากบริษัทหลักทรัพย์ หรือหลักฐานอื่น จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จากัด (ข) เอกสารแสดงตนของผู้ถือหุ้น กรณีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดา - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (กรณีเป็นชาวต่างประเทศ) พร้อมทั้ง ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง กรณีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล -สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจาตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง ( กรณีเป็นชาวต่างประเทศ ) ของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามที่ได้ลงชื่อใน แบบ ก พร้อมทั้ง ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
(3) นำส่ง แบบ ก พร้อมเอกสารหลักฐานที่บริษัทกาหนด อย่างไม่เป็นทางการก่อนได้ทางโทรสารหมายเลข 0-2301-1020 หรือทางจดหมายอิเลคทรอนิกส์ (e-mail) ที่ ircontact@pe.premier.co.th และจัดส่งต้นฉบับ โดยทางจดหมายลงทะเบียนมาที่ เลขานุการบริษัท บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จากัด (มหาชน) เลขที่ 1 อาคารพรีเมียร์คอร์เปอเรทปาร์ค ซอยพรีเมียร์ 2 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
(4) คณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของวาระการประชุมที่ผู้ถือหุ้นเสนอ ซึ่งจะต้องไม่มี ลักษณะเข้าข่ายตามข้อ 2.1 (1) – (8)
(5) เรื่องที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ จะบรรจุเป็นวาระการประชุมในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น พร้อมความเห็นของคณะกรรมการ สำหรับเรื่องที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ บริษัทจะแจ้ง ให้ผู้ถือหุ้นที่เสนอทราบพร้อมเหตุผล และจะชี้แจงเหตุผลให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบ

3. หลักเกณฑ์การเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการ
3.1 คุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท
(1) มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายมหาชนจำกัด พรบ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และข้อบังคับของ บริษัท
(2) มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท
(3) ไม่เป็นผู้ถือหุ้นหรือเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการหรือพนักงานของบริษัทที่ประกอบกิจการ อันมีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัทและ/หรือบริษัทย่อย 3 3.2 ขั้นตอนในการพิจารณา (1) ผู้ถือหุ้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม ข้อ 1. ต้องกรอกข้อมูลใน “แบบเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณา เลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท” ( แบบ ข ) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ กรณีผู้ถือหุ้นหลายรายรวม กันเสนอชื่อ ผู้ถือหุ้นทุกรายต้องกรอกรายละเอียดของตนในแบบ ข พร้อมทั้งลงลายมือชื่อและรวมเป็นชุด เดียวกัน (2) ดำเนินการให้บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อกรอกข้อมูลใน “แบบข้อมูลของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อ รับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท” ( แบบ ค ) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ (3) จัดเตรียมเอกสารหลักฐานที่จะต้องจัดส่งให้บริษัท ตามที่ระบุในข้อ 2.2 (2) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งเอกสาร ประกอบการพิจารณาด้านคุณสมบัติ ได้แก่ หลักฐานการศึกษา และประวัติการทางานของบุคคลที่ได้รับ การเสนอชื่อ
(4) นำส่งแบบ ข และแบบ ค พร้อมหลักฐานที่บริษัทกำหนด อย่างไม่เป็นทางการก่อนได้ทางโทรสารหมายเลข 0-2301-1020 หรือทางจดหมายอิเล็คโทรนิกส์ (e-mail) ที่ ircontact@pe.premier.co.th และจัดส่งต้นฉบับ โดยทางจดหมายลงทะเบียนมาที่เลขานุการบริษัท บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จากัด (มหาชน) เลขที่ 1 อาคารพรีเมียร์คอร์เปอเรทปาร์ค ซอยพรีเมียร์ 2 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
(5) คณะกรรมการบริษัทจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ
(6) บุคคลที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ จะได้รับการเสนอชื่อในวาระการเลือกตั้งกรรมการพร้อม ความเห็นของคณะกรรมการ สำหรับบุคคลที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ บริษัทจะแจ้งให้ ผู้ถือหุ้นที่เสนอทราบพร้อมเหตุผล และจะชี้แจงเหตุผลให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบ

4. ช่วงเวลาที่เปิดรับเรื่อง
ผู้ถือหุ้นที่ต้องการเสนอเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัทสามารถส่งหนังสือแจ้งมาที่บริษัทได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี

การประชุมผู้ถือหุ้น